Share this article

ผิวติดสาร มีวิธีขับสารออกหรือไม่
ผิวติดสาร ไม่มีวิธีขับสาร คนที่หยุดใช้ครีมมีสารมาระยะหนึ่ง สเตียรอยด์ก็จะไม่ได้หลงเหลือที่ผิวอีกต่อไปแล้ว และในขณะที่ใช้ครีม สเตียรอยด์จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดทีละนิด พร้อมกับถูกขับออกในทุกๆวัน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือสเตียรอยด์ได้ทำลายโครงสร้างผิวจนเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติสูญเสียไป ซึ่งได้แก่สารให้ความชุ่มชื้นและสมดุลกรด-ด่าง (pH) ของผิวที่สร้างจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ตามธรรมชาติบนผิว ทำให้กลายเป็นสภาพผิวที่พร้อมจะแพ้ได้ตลอดเวลา แม้ปกติจะเป็นคนที่แพ้ยากก็ตาม อีกทั้งสเตียรอยด์ มีฤทธิ์ในการกดภูมิคุ้มกันไว้ ในขณะที่ใช้ ภูมิคุ้มกันของผิวจะถูกกดไว้ ทำให้ผิวดูแข็งแรง ใช้อะไรก็ไม่แพ้ แต่เมื่อหยุดใช้ครีมมีสารฯ ภูมิคุ้มกันที่เคยถูกกด จะกลับมาทำงานมากกว่าเดิม เกิดปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรง  ในรูปแบบของผื่นแพ้ ผื่น ผด ผิวแห้ง แดง แค่ถูกแดด ถูกลม ถูกน้ำ ก็แพ้แล้ว

การรักษาจะให้โครงสร้างผิวกลับมาเหมือนเดิมนั้น ยังไม่มีวิธีที่แน่นอน และต้องรอให้ผิวซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา และขึ้นกับผิวแต่ละคน แต่เราดูแลผิวเราได้ โดยไม่ใช้อะไรที่ไปทำลายโครงสร้างผิวซ้ำๆอีก บวกกับการรักษาตามอาการ เช่น มีสิวอักเสบหรือแพ้ ก็ใช้ครีมแก้แพ้หรือตัวช่วยต้านการอักเสบ และสิ่งสำคัญเราสามารถค่อยๆ เพิ่มและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติให้กับผิวได้ เพื่อให้เกราะป้องกันผิวได้ฟื้นตัวกลับมาทำงานตามธรรมชาติอีกครั้ง 
โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของในการสร้างจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในผิว ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้เป็นตัวช่วยที่สำคัญให้ภูมิคุ้มกันผิวกลับมาแข็งแรง พร้อมสร้างเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติขึ้นอีกครั้งโดยสารตัวนี้ชื่อ Fairy Flora K-1 เป็น Pre-postbiotic ซึ่งสามารถฟื้นเกราะป้องกันผิวขึ้นมาใหม่ภายใน 2 สัปดาห์ โดยหลักการทำงานคือ 

  1. ปรับสมดุลผิวให้กลับมามีค่า pH 5.5 เนื่องจากผิวที่ผ่านการทำร้ายจากสารสเตอรอยย์จะมีค่า pH ผิวที่สูงขึ้น และค่า pH ที่สูงขึ้นนี้จะทำให้ผิวแห้ง จุลินทรีย์ที่ไม่ดีเข้าจู่โจมผิวได้ง่าย ทำให้เกิดสิวและผิวแพ้มากกว่าผิวคนทั่วไป 
  2. จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันผิวให้พร้อมต่อต้านเชื้อโรค
  3. จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จะช่วยสร้างความชุ่มชื้นและเกราะป้องกันผิวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

สารสกัดที่ช่วยต้านการอักเสบและฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันผิว

Comfrey Liquid B - วัตกรรมจากธรรมชาติ จบทุกปัญหาของผิวบอบบาง ลดอาการแพ้ แสบ แดง คัน Contact Dermatitis 

Fairy flora K-1 Pre-postbiotic แลคโตบาซิลัสข้าวญี่ปุ่น เสริมระบบภูมิคุ้มกันผิว

ขอข้อมูลเพิ่มเติม < click

Share this article
Share this article

ในช่วงตั้งครรภ์ผิวพรรณของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก 

P.Zenith ขอพาคุณแม่ไปค้นหาสาเหตุว่าทำไมการตั้งครรภ์ถึงส่งผลต่อผิวพรรณคุณแม่ได้มากมายขนาดนี้ เพื่อให้คุณแม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างดีที่สุด 

ปัจจัยภายใน : ฮอร์โมน

ฮอร์โมนการตั้งครรภ์เป็นกลุ่มฮอร์โมนที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ โดยฮอร์โมนที่ทำหน้าที่หลักเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และช่วยปรับเปลี่ยนสรีระร่างกายของคุณแม่ให้เหมาะสมต่อการอุ้มท้อง

แต่อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงของฮอร์โมนยังส่งผลต่อผิวพรรณคุณแม่โดยตรงได้แก่

1. ขณะตั้งครรภ์ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนออกมามากขึ้น จะกระตุ้นให้เกิด การสร้างสารที่ไปทำให้เม็ดสีที่เรียกว่าเมลานินทำงานได้ดี ผิวจะคล้ำขึ้น โดยเฉพาะเส้นที่อยู่กลางตัวจะดำและคล้ำมากขึ้น เกิดฝ้า ผิวหมองคล้ำที่ใบหน้าและบางจุดของร่างกาย เมื่อฮอร์โมนกลับสู่ปกติ รอยดำคล้ำนี้จะค่อยๆหายจางไป

2. หลังระยะหลังคลอดจะเกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน จึงอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน และเนื่องจากผิวหนังเป็นอวัยวะที่อยู่ภายนอก เมื่อสัมผัสโดนสิ่งต่างๆ จึงเกิดการระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้ ด้วยระดับของฮอร์โมนที่น้อยลงซึ่งส่งผลให้ผิวหนังแห้ง ก็มีผลให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้นเช่นกัน 

ปัจจัยภายนอก : ความเครียดและการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ

นอกจากเหนือจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ระหว่างการตั้งครรภ์และหลังคลอดแล้ว สภาพจิตใจ ความเครียด และ การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ ยังอีกสิ่งหนึ่งที่คุณแม่ต้องเผชิญ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อปัญหาผิวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ความเครียด 

เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่าคอร์ซิตอล  (Cortisol)  ฮอร์โมนชนิดนี้จะกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันในร่างกาย สงผลต่อการเป็นสิว และยังผูกโยงกับการทำงานของสารอื่นๆ อีก เช่น สาร histamine ที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้ และทำร้ายคอลลาเจนในผิว เมื่อฮอร์โมนคอร์ซิตอล ถูกหลั่งออกมาเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน สมดุลของฮอร์โมนอื่นๆในร่างกายจะเสียไป ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ทั่วร่างกายรวมทั้งผิวหนังนั่นเองค่ะ 

แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่สามารถเลือกทานอาหาร เช่น โยเกิร์ต ข้าวกล้อง ถั่วเหลือง และถั่วหลายชนิด รวมถึงผักผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เป็นประจำ ซึ่งอาหารกลุ่มนี้จะอุดมไปด้วยสารกาบ้า (GABA : Gamma-Aminobutyric Acid) มีฤทธิ์ทำให้สงบ และผ่อนคลาย คลายเครียด

นอนดึก นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

โดยปกติแล้วร่างกายรวมถึงระบบผิวหนังนั้นมีระบบการทำงานตามหลักนาฬิกาชีวิต ซึ่งถูกควบคุมด้วยหน่วยพันธุกรรมที่เรียกว่า Clock gene ที่มีอยู่ในทุกๆเซลล์  

การนอนดึกและการพักผ่อนไม่เพียงพอจะส่งผลโดยตรงต่อระบบการทำงานทั้งหมดของร่างกาย เนื่องจากร่างกายจะมีการสร้างโกรว์ทฮอร์โมน (Growth Hormone) ขณะที่เข้าสู่ช่วงหลับลึก ตั้งแต่ 22.00 น.- 02.00 น. และโกรทฮอร์โมนนี่เองที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมเซลล์ผิวส่วนที่สึกหรอให้กลับมาแข็งแรง อ่อนเยาว์ ชุ่มชื้น แน่นอนว่าถ้าเราอดนอน กระบวนการนี้จะไม่เกิดขึ้น ทำให้ผิวไม่เปล่งปลั่งสดใส

อย่างไรก็ตาม คุณแม่อาจจะไม่สามารถแก้ไขปัจจัยภายในร่างกายที่เกิดขึ้นได้ แต่สามารถปรับพฤติกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผิวสวยใส  รวมถึงการพักผ่อน และสารอาหารดี ๆ ยังช่วยให้ลูกในท้องแข็งแรงด้วยค่ะ 

ขอขอบคุณ Honestdocs

Share this article
Share this article

5 ข้อปฏิบัติ​สำหรับการมีผิว​ glass Skin​ โดยไม่ต้องพึ่ง ​make-up

Glass skin เทรนด์ผิวสวยในอุดมคติที่ครองใจเซเลปบริตี้ หนุ่มๆ สาวๆ ทั่วทุกมุมโลก

Glass Skin คือ พื้นผิวที่ใสวาวดุจกระจก เหมือนมีน้ำใต้ผิว ที่ส่องประกายความเงางามออกมาจากภายใน

หลายๆ คนอาจจะคิดว่าการมีผิวแบบ Glass skin อาจจะต้องใช้ตัวช่วยจาก Makeup เพียงอย่างเดียว

แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถมีผิวที่ใสวาวดุจกระจก อิ่มน้ำจากภายในได้จริง แบบไม่ต้องพึ่งตัวช่วยจาก makeup หากทำตามข้อปฎิบัติเหล่านี้

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละ 1.5 ลิตร เพื่อเติมน้ำให้ผิวจากภายใน ร่วมกันรับประทานผักผลไม้หลากหลายสี 

2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้เซลล์ผิวได้รับการบำรุงและซ่อมแซมตัวเองขณะนอนหลับอย่างเต็มที่ 

3. ทำความสะอาดผิวพร้อมกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีการที่อ่อนโยน เพราะสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว คือส่วนที่สร้างความหมองคล้ำและอุดตันให้กับผิว

4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบน้ำเหลืองใต้ผิวให้ทำงานอย่างคล่องตัว ช่วยดีท๊อกสารพิษ การบวมน้ำใต้ผิว ให้ผิวดูสดใสจากภายใน

5. เลือกใช้ Skincare ที่มีส่วนประกอบของสารที่ได้รับการวิจัยว่าสามารถสร้างผิว Glass skin จากภายในได้อย่างแท้จริง 

กว่าที่จะได้ผิวหน้าแบบ Glass Skin มานั้นอาจจะต้องใช้ระยะเวลาและการปฎิบัติที่สม่ำเสมอ

แต่เชื่อเถอะว่าการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ จะได้มาซึ่งผิวสวยแบบ Glass skin ที่เราใฝ่ฝัน พ่วงด้วยสุขภาพที่ดีแน่นอนค่ะ 

Share this article
Share this article

3 สิ่งที่แบรนด์เครื่องสำอางต้องรู้เพื่ออยู่รอดและ strong หลังวิกฤตโควิด "

จากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคและธุรกิจทั่วทุกมุมโลก  ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจเครื่องสำอาง

วิกฤตครั้งนี้ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในระยะยาว 

 P.Zenith ขอพาทุกท่านไปดูกันว่า 3 สิ่งที่ธุรกิจเครื่องสำอางต้อง “เรียนรู้” เพื่อ “ปรับเปลี่ยน” ให้สามารถดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้นมีอะไรบ้าง

สิ่งที่ต้องรู้ 1. แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคหลังพ้น Covid-19 

1.1 ผู้บริโภคต้องการสิ่งที่ช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้น

1.2 ผู้บริโภครักสุขภาพมากขึ้น

1.3 ผู้บริโภคใส่ใจความสะอาดของสินค้าและบริการมากขึ้น

1.4 ผู้บริโภคมองหาสิ่งที่ช่วยสอนทักษะต่างๆมากขึ้น

1.5 ผู้บริโภคมองหาประสบการณ์เสมือนจริงในการซื้อสินค้ามากขึ้น

1.6 ผุ้บริโภคใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์มากขึ้น 

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้บริโภคมีความวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยและสภาพทางการเงินของตัวเองมากขึ้น โดยในรายงานอ้างอิงจากผลสำรวจคันทาร์พบว่า

66% ของผู้บริโภคไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญในด้านการวางแผนการใช้เงิน

54% เป็นห่วงถึงอนาคตเศรษฐกิจประเทศไทย

52% เริ่มมีความกังวลต่อสุขภาพของตนเอง

แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคเหล่านี้ คือโจทย์แรกที่ผู้ประกอบควรศึกษาและใช้เป็นแนวทางในการปรับกลยุทธิ์ทางการตลาด การพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปให้ได้มากที่สุด

สิ่งที่ต้องรู้ 2. วิธีปรับตัวและเกมกลยุทธ์ทางการตลาดในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New normal)

2.1 การเร่งปรับตัวช่องทาง Offline to Online  

2.2 ขยายแพลตฟอร์ม Social Media 

2.3 ทำแบรนดิ้งในเชิงคุณภาพ โชว์มาตราฐานและคุณภาพของสินค้า มากกว่ามุ่งเน้นสงครามราคา

2.4 โฆษณาผ่านสื่ออย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น (สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคหลังพ้น Covid-19)

สิ่งที่ต้องรู้ 3 การพัฒนาสินค้า (Product development) ให้สอดรับกับพฤติกรรม new normal 

3.1 การพัฒนาสินค้าถือเป็นหนึ่งในส่วนที่สำคัญที่ที่สุดเพื่อที่จะต่อยอดกลยุทธิ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคหลังพ้น Covid-19 

3.2 ตัวอย่างไอเดียร์ในการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับการพฤติกรรมของผู้บริโภคและกลยุทธิ์ทางการตลาดที่เปลี่ยนไป

ผู้บริโภคต้องการสิ่งที่ช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้น

เลือกวัตถุดิบที่แก้ปัญหาผิวจากความเครียดสะสม การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ 

พฤติกรรมผู้บริโภครักสุขภาพมากขึ้น

เลือกวัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีภาพลักษณ์สื่อไปทาง super food/ phyto-nutrient 

เลือกวัตถุดิบที่ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันผิว (Skin Immunity)

ผู้บริโภคใส่ใจความสะอาดของสินค้าและบริการมากขึ้น

เลือกวัตถุดิบที่ให้คุณสมบัติฆ่าเชื้อ

เลือก packaging ที่หลีกเลี่ยงการปนเปื้อนและสัมผัสโดยตรง

ผู้บริโภคใช้ชีวิตกับโลกออนไลน์มากขึ้น

เลือกวัถตุดิบที่แก้ปัญหาผิวจากแสงสีฟ้าที่มาจากสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์

ผู้บริโภคเริ่มกังวลและวางแผนการใช้เงินมากขึ้น

โชว์จุดขายในเรื่องของประสิทธิภาพในหลายๆ ด้าน (Multi-functional)  ในราคาที่จับต้องได้ 

เลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ มีผลทดสอบทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยจากสถาบันที่ได้รับความเชื่อถือ เพื่อมาตราฐานและคุณภาพสินค้า

Share this article